ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์

                                                                   รศ.ดร.ดิลก บุญเรืองรอด

                                                                   ๙ มิถุนายน ๒๕๔๘

๑.กล่าวนำ

การวิจัย เป็นการแสวงหาความรู้ใหม่ๆที่มีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะการวิจัยทางสังคมศาสตร์จะช่วยให้ได้องค์ความรู้มาเพื่อเข้าใจมนุษย์และสังคม ทำให้สามารถพรรณนา อธิบาย ทำนาย และควบคุมได้ดีขึ้น ช่วยให้มนุษย์ได้เป็นอยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน การศึกษาระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ จึงมีความสำคัญยิ่งต่อมวลมนุษย์

๒. เรื่องของความรู้

            ๒.๑ ความรู้

§        สาระข้อมูลที่มีความหมาย

§        ภูมิปัญญา

๒.๒ ความสำคัญ

§        เป็นพลังอำนาจ

§        เป็นผู้นำ ผู้ผลิต

§        ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคิด พูด ทำ

๓.การได้มาซึ่งความรู้

                ๓.๑ ความบังเอิญ

            ๓.๒ การลองผิดลองถูก

      ๓.๓ จากผู้รู้

            ๓.๔ จากผู้นำ

            ๓.๕ จากขนบธรรมเนียม

            ๓.๖ จากประสบการณ์

            ๓.๗ จากการค้นคว้า

                ๓.๘ จากการวิจัย

๔. การวิจัย

                ๔.๑ ความหมาย

                                การแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบ และ

              เชื่อถือได้...วิธีการวิทยาศาสตร์

            ๔.๒ วิธีการวิทยาศาสตร์

1.       ระบุปัญหา

2.       ตั้งคำตอบสมมุติ...สมมุติฐาน

3.       นิรนัย

4.       อุปนัย

5.       สรุ

 

-๒-

ตัวอย่าง

ปลาทุกตัวว่ายน้ำเป็น.......ข้อเท็จจริง

ตะเพียนเป็นปลาชนิดหนึ่ง....ข้อมูลเฉพาะ

ตะเพียนว่ายน้ำเป็น...........สรุป

๔.๓ จุดมุ่งหมาย

 

§        พรรณนา

§        อธิบาย

§        ทำนาย

§        ควบคุม

๕.เส้นทางของนักวิจัย

§        บริโภคผลงานวิจัย

§        ศึกษาวิธีการวิจัย

§        ผลิตงานวิจัย

§        เป็นผู้เชี่ยวชาญ

๖. เส้นทางของการทำวิจัย

§        เลือกขอบเขตองค์ความรู้ที่จะวิจัย ๑-๓ขอบเขต โดยพิจารณาจาก ความรู้เดิม งานที่ทำ ความสนใจ...research areas ส่วนใหญ่เป็นตัวแปรตาม(dependent variable)

§        ศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

§        เลือกปัญเชิงวิจัย(research question)แรกและตั้งสมมุติฐาน

§        กำหนดวิธีวิจัย และเครื่องมือ

§        เก็บข้อมูล

§        วิเคราะห์และเขียนรายงาน

§        เลือกปัญหาต่อๆไปในขอบเขตเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงง่าย

๗. จรรยาบรรณนักวิจัย

§        รักษากลุ่มตัวอย่าง

§        รักษาความลับของกลุ่มตัวอย่าง

§        ไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวของกลุ่มตัวอย่าง

§        ให้รายละเอียดอย่างเพียงพอกับกลุ่มตัวอย่างก่อนเก็บข้อมูล

§        รับผิดชอบต่อส่วนรวม

§        ซื่อสัตย์ทางวิชาการ

§        มีศีลธรรม

§        มีความสามารถในการวิจัยจริง

 

 

 

-๓-

๘.ประเภทของการวิจัย

       ๘.๑ แบ่งตามประโยชน์

§        วิจัยพื้นฐาน basic research

§        วิจัยประยุกต์  applied research

 

๘.๒ แบ่งตามที่มาของความรู้

§        ใช้เหตุผล deductive

§        ปฏิบัติการ inductive/empirical

๘.๓ แบ่งตามบทบาทของผู้วิจัย

§        ปล่อยตามธรรมชาติ naturalistic

§        จัดกระทำทดลอง experimental

๘.๔ แบ่งตามระดับของการควบคุม

§        Experimental

§        Action

§        Survey

§        Field

§        Documentary

§        Case

๘.๕ แบ่งตามเวลา

§        Historical-WHAT WAS ; Descriptive – WHAT IS ; Experimental – WHAT WILL BE

§        Historical ; Contemporaneous ; Futuristic

๘.๖ แบ่งตามศาสตร์

§        Monodisciplinary

§        Interdisciplinary

 

๘.๗ แบ่งตามลักษณะข้อมูล

§        เชิงคุณภาพ qualitative

§        เชิงปริมาณ quantitative

o       Historical

o       Descriptive

o       Developmental

o       Case & field study

o       Correlational

o       Causal-comparative

-๔-

o       True experimental

o       Quasi-experimental

o       Action

o       Research & development

 

๙. ตัวแปร(variable)ในการวิจัย

            ๙.๑  ความหมาย ถ้อยคำ หรือ สัญลักษณ์ที่มีค่า

             แปรเปลี่ยนตั้งแต่ ๒ ค่าขึ้นไป

            ๙.๒ ประเภท

                  ๙.๒.๑จำแนกตามคุณสมบัติ

 ๑)เชิงปริมาณquantitative

แบบต่อเนื่อง มีค่าละเอียดได้ตามความสามารถในการวัดและ

แบบไม่ต่อเนื่อง มีค่าหยาบตามพิสัย เช่นค่าตัวเลขของเหรียญซึ่งมี ๑-๒ หน้า ลูกเต๋ามี๑- ๖ หน้า

                                ๒)เชิงคุณลักษะqualitative

เป็นตัวแปรบอกคุณลักษณะ เช่น เพศ อายุ

                      ๙.๒.๒ จำแนกตามการจัดกระทำ

1.       จัดกระทำ เช่น วิธีสอนแบบต่างๆ

2.       ไม่จัดกระทำ เป็นไปตามธรรมชาติ เช่น เพศ อายุ

     ๙.๒.๓จำแนกตามบทบาท

o       ตัวแปรอิสระ

o       ตัวแปรตาม

o       ตัวแปรเกิน

o       ตัวแปรเชื่อม หรือตัวแปรสื่อกลาง

๑๐.การวิจัยเชิงคุณภาพ

๑๐.๑ positivism หรือปรัชญาปฏิฐานนิยม เชื่อวิธีหาความรู้โดยวิธีการวิทยาศาสตร์ เน้นเชิงประจักษ์พฤติกรรมภายนอก

                ๑๐.๒ anti-positivism หรือปรัชญาต้านปฏิฐานิยม มีที่มาหลายแนวคิด

o       อัตถิภาวะนิยม existentialism ขอKierkegard ชาวเดนมาร์ค ที่เชื่อว่ามนุษย์มีชีวิตเป็นของตนเอง

o       ปรากฏการณ์นิยม phenomenologyเป็นแนวคิดของEdmund Husserlชาวออสเตรีย ที่เชื่อว่ามนุษย์มีจิตสำนึกของตนเอง หาความหมายเอง

o       ชาติพันธุ์วิทยา ethnomethodology ของ Harole Garfinkel เชื่อว่ามนุษย์มีความรู้สึกนึกคิดตามชาติพันธุ์และบริบท

o       สัญลักษณ์ปฏิสัมพันธ์นิยม symbolic interactionism ของ George H.Mead

                                 มนุษย์มีสัญลักษณ์ที่ช่วยติดต่อสัมพันธ์ เรียนรู้

 

 

-๕-

๑๐.๓ ความหมาย

การศึกษาปรากฏการณ์สังคมจากสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงในทุกมิติ เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์กับสิ่งแวดล้อม

คำที่ใช้

            Qualitative r.

            Ethnographic r.

            Anthropological r.

            Naturalistic r.

            Field r.

            Phenomenological r.

                                ถือว่าปรากฏการณ์ มี

o       ความหมาย

o       ความซับซ้อน

o       เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

o       เกี่ยวพันกัน

 

๑๐.๔ หลักลักษณะการวิจัย

 

ลักษณะ                         ปริมาณ                         คุณภาพ

หน่วยศึกษา                           สังคม                                                      บุคคล

สิ่งมุ่ง                                       ทฤษฎี กฎเกณฑ์                   พฤติกรรม

ลักษณะข้อมูล                       พฤติกรรมสังเกตได้               ข้อมูลในใจ

การวิเคราะห์                         เพื่อหาข้อสรุป                        ตีความหมาย

เป้าหมายการวิจัย                 สร้างทฤษฎี อธิบาย               เข้าใจความรู้สึก

การเลือกประเด็นปัญหา       ยอมรับแล้วไม่เป็นประเด็น แม้ยอม ก็ศึกษา

สังกัปทางสังคม                     มหภาค                                   จุลภาค

ปรัชญาที่ยึด                           โครงสร้างทางสังคม              ปรากฏการณ์ฯ

          ๑๐.๕ เทคนิคการเก็บข้อมูล

o       การสังเกต

o       การสัมภาษณ์พูดคุย

o       การใช้ชีวิตร่วม

o       การศึกษาเอกสาร

o       การดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์

 

 

-๖-

๑๐.๖ ระเบียบวิธี พิจารณาตามหัวข้อ

        ต่อไปนี้

o         การตั้งหัวข้อ

o         เป้าหมายประชากรและสถานที่

o         สมมุติฐาน

o         เครื่องมือ

o         ลักเกณฑ์ เน้น การสัมผัส การแลกเปลี่ยน การวิเคราะห์ข้อมูลในสนาม

o         วิธีรวบรวมข้อมูล

o         การวิเคราะห์ข้อมูล

o         การรายงานผลงานวิจัย และการบันทึกภาคสนาม

๑๑. การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ Historical Rearch

            ๑๑.๑ วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ในอดีตอย่างเป็นระบบ มีจุดหมายที่ชัดเจน โดยรวบรวมข้อมูล ประเมิน ตรวจสอบ และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ที่อยู่ในระดับข้อสรุปที่ชี้แจงได้ และส่วนใหญ่มีสมมุติฐานที่ชัดเจน ไว้ล่วงหน้า

            ๑๑.๒ ลักษณะการวิจัย

§        เป็นการเก็บข้อมูลที่คนอื่นทำไว้ ต้องใช้ความทุ่มเท อดทนเพื่อให้ได้แหล่ง และเนื้อหาที่ถูกต้อง

§        ต้องทำด้วยความระเอียดรอบคอบ เป็นระบบ เพื่อป้องกันจุดอ่อน

§        การวิจารณภายนอก และภายใน จำเป็นมาก

§        มีความคล้ายกับการการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องลึกและกว้างกว่า

๑๑.๓ ขั้นตอน

                        ๑๑.๓.๑ ระบุปัญหาเชิงวิจัย

                        ๑๑.๓.๒ กำหนดวัตถุประสงค์ และถ้าเป็นไปได้ ควรกำหนดสมมุติฐาน ด้วย

                        ๑๑.๓.๓ รวบรวมข้อมูล การจดบันทึกโดยใช้บัตรขนาด๓x๕หรือ ๔x๖นิ้ว เป็น

                                    ภารกิจสำคัญ

                        ๑๑.๓.๔ ประเมินข้อมูล ทั้งภายนอก ภายใน

            ๑๑.๓.๕ เขียนรายงาน

๑๒. การวิจัยเชิงพรรณนา Descriptive Research

            ๑๒.๑ วัตถุประสงค์

เพื่อพรรณนาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและคุณลักษณะของประชากรหรือสิ่งที่อยู่ในข่ายของความสนใจ อย่างเข้าถึงความจริงที่เชื่อถือได้

ตัวอย่าง การสำรวจความคิดเห็น การสำรวจชุมชน การรายงานผลการทดสอบต่างๆต่อสาธารณะ

           

-๗-

๑๒.๒ ลักษณะการวิจัย

            ๑๒.๒.๑ เน้นการพรรณนาข้อมูล ไม่อธิบาย

ความสัมพันธ์หรือสาเหตุ คำที่ใช้กันเสมอคือ

Survey study

๑๒.๒.๒ วัตถุประสงค์ที่ใช้ เช่น

§        เพื่อรวบรวมข้อมูล

§        เพื่อระบุปัญหา

§        เพื่อเปรียบเทียบ

§        เพื่อระบุวิธีจัดการกับปัญหาที่คนอื่นทำในปัญหาที่คล้ายกัน

๑๒.๓ ขั้นตอน

      ๑๒.๓.๑ กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

            ๑๒.๓.๒ ออกแบบวิธีการดำเนินการฯ

            ๑๒.๓.๓ รวบรวมข้อมูล

            ๑๒.๓.๔ รายงานผล

๑๓. การวิจัยพัฒนาการ Developmental Research

            ๑๓.๑ วัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบกระสวน และลำดับขั้นตอนของความเจริญเติบโต และ/หรือความเปลี่ยนแปลงในคาบเวลาที่แน่นอน

ตัวอย่าง การทำ Longitudinal study พัฒนาการเด็ก

ด้านธรรมชาติและอัตราความเร็วฯ หรือ ศึกษาแบบCross-section

            การศึกษาแนวโน้ม Trend studies จากอดีต เพื่อทำนายอนาคต

            ๑๓.๒ ลักษณะการวิจัย

                                ๑๓.๒.๑ เป็นการศึกษาตัวแปรตามเงื่อนเวลาที่แน่นอน

                        ๑๓.๒.๒ การศึกษาระยะยาว ต้องการความแน่นอนของกลุ่มตัวอย่าง และความทุ่มเทอย่าง

ต่อเนื่อง และต้องระมัดระวังตัวแปรแทรกซ้อนมาก

                        ๑๓.๒.๓ การศึกษาแบบภาคตัดขวาง ใช้ตัวอย่างได้มากกว่า แต่อธิบายองค์ประกอบเกี่ยวกับ

ความเจริญเติบโตได้น้อยกว่า

                        ๑๓.๒.๔ การศึกษาแนวโน้ม แบบเดิม มีข้อสมมุติว่า อนาคตเป็นเช่นอดีตที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่

เสมอไปเทคนิคที่ใช้เช่น interpolation, extrapolation

            ๑๓.๓ ขั้นตอน

                        ๑๓.๓.๑ กำหนดปัญหาหรือวัตถุประสงค์การวิจัย

๑๓.๓.๒ ศึกษาวรรณคดีที่เกี่ยวข้อง

๑๓.๓.๓ ออกแบบการวิจัย

๑๓.๓.๔ รวบรวมข้อมูล

๑๓.๓.๕ ประเมินข้อมูลและเขียนรายงาน

-๘-

๑๔. การศึกษากรณีและการสำรวจภาคสนาม Case and Field Study

            ๑๔.๑ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเข้มข้นถึงภูมิหลัง สภาพปัจจุบัน และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ของหน่วยทางสังคมซึ่งอาจเป็น บุคคล กลุ่มบุคคล สถาบัน ชุมชน

ตัวอย่าง

o       งานของพิอาเจ ศึกษาความเจริญทางพุทธิปัญญาของเด็ก

o       ศึกษาเจาะลึกเกี่ยวกับปัญหาเด็ก

o       การศึกษาการดำเนินชีวิตของชาวชุมชนฯ

o       การศึกษาเชิงมานุษยวิทยาเกี่ยวกับชาวไทยภูเขา

๑๔.๒ ลักษณะการวิจัย

                        ๑๔.๒.๑ เป็นการศึกษารายกรณีเจาะลึก มีตัวแปรมาก

                        ๑๔.๒.๒ เทียบกับการสำรวจ จะใช้กลุ่มตัวอย่างน้อย แต่เกี่ยวข้องกับตัวแปรมาก ในขณะที่การสำรวจใช้ตัวแปรน้อย แต่กลุ่มตัวอย่างมาก

๑๔.๓ ขั้นตอน

            ๑๔.๓.๑ กำหนดวัตถุประสงค์

            ๑๔.๓.๒ ออกแบบการวิจัย

            ๑๔.๓.๓ รวบรวมข้อมูล

            ๑๔.๓.๔ จัดระบบข้อมูลเพื่อความสอดคล้อง

กลมกลืน การผสมผสานอย่างชัดเจนในเรื่องที่

ศึกษา

๑๔.๓.๕ การเขียนรายงาน และอภิปรายอย่าง มีนัยสำคัญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-๙-

๑๕. การวิจัยความสัมพันธ์ Correlational Research

๑๕.๑ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบหรือปัจจัยหนึ่ง กับ องค์ประกอบหรือปัจจัยอื่นๆ

                    ตัวอย่าง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเกรดเฉลี่ย

ของนักเรียนกับคะแนนวิชาฯลฯ

          ๑๕.๒ ลักษณะการวิจัย

                   ๑๕.๒.๑ ใช้ศึกษากรณีที่ซับซ้อนจัด

ทดลองไม่ได้

๑๕.๒.๒ ประเมินตัวแปรได้มาก

๑๕.๒.๓ หาระดับความสัมพันธ์ ไม่ผลต่อกันและกัน

๑๕.๓ ขั้นตอน

                             ๑๕.๓.๑ กำหนดปัญหา

                             ๑๕.๓.๒ ทบทวนวรรณกรรม

                             ๑๕.๓.๓ ออกแบบการวิจัย

·       ระบุตัวแปร

·       เลือกกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

·       สร้างเครื่องมือ

·       เลือกวิธีวิเคราะห์ที่เหมาะสม

๑๕.๓.๔ รวบรวมข้อมูล

๑๕.๓.๕ วิเคราะห์และแปรความข้อมูล

๑๕.๓.๖ เขียนรายงาน

๑๖.การวิจัยแบบย้อนรอย Causal-comparative “ex post facto” Research

๑๖.๑ วัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ของเหตุ และ ผล โดยสังเกตผลที่เกิดขึ้นแล้ว และตรวจหาเหตุที่เกิดในอดีต

ตัวอย่าง ศึกษาองค์ประกอบที่มีผลต่อกลุ่มบุคคลที่มีอุบัติเหตุต่ำ

                    ศึกษาองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา

                   ๑๖.๒ ลักษณะการวิจัย

เป็นการวิจัยแบบที่ทราบผลแล้ว ย้อนไปศึกษาว่าอะไรบ้างเป็นสาเหตุ และมากน้อยเพียงได้

-๑๐-

ข้อดี ศึกษาได้ซับซ้อนกว่าการวิจัยเชิงทดลอง และเป็นการศึกษาตามสภาพจริงที่ไม่มีการจัดการพิเศษ

ข้อด้อย ควบคุมตัวแปรอิสสระไม่ได้ และมีปริมาณมาก  ต้องการการวิเคราะห์ที่ซับซ้อน ต้องใช้การวิเคราะห์ตัวแปรพหุคูณMULTIVARIATE ANALYSIS

๑๖.๓ ขั้นตอน

                             ๑๖.๓.๑ ระบุปัญหา

                             ๑๖.๓.๒ ทบทวนวรรณกรรม

                             ๑๖.๓.๓ ตั้งสมมุติฐาน

                             ๑๖.๓.๔ ระบุข้อสมมุติที่ช่วยยอมรับ

สมมติฐาน และกระบวนการวิจัย

๑๖.๓.๕ ออกแบบการวิจัย

·       เลือกกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

·       เลือกเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูล

·       ระบุกรอบความคิดแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ

๑๖.๓.๖ ตรวจสอบความเที่ยงตรง และความน่าเชื่อถือของเครื่องมือการเก็บข้อมู

๑๖.๓.๗ พรรณนา วิเคราะห์ แปรความข้อมูลอย่างชัดเจน

๑๖.๓.๘ เขียนรายงาน

 

          ๑๗. การวิจัยเชิงทดลอง Experimental Research

๑๗.๑ วัตถุประสงค์ เพื่อตรวจความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลด้วยการจัดให้มีกระทำเหตุให้เกิดผลในสถานการณ์จริง

ตัวอย่าง การทดลองผลของวิธีสอนแบบต่างๆ การทดลองวิธีการป้องกันการติดยาเสพติดใหม่ๆ

          ๑๗.๒ ลักษณะการวิจัย

๑๗.๒.๑ ต้องการการควบคุมการจัดกระทำ(treatment) และตัวแปรเกิน อย่างเข้มงวดเพื่อให้การจัดกระทำให้ผลสูงสุด และทำให้ตัวแปรเกินให้ผลต่ำสุด และลดความคลาดเคลื่อนอันอาจมีขึ้นให้ต่ำสุด

 

 

-๑๑-

๑๗.๒.๒ จุดเน้นอยู่ที่ความเที่ยงตรง

ภายใน มากกว่า ความเที่ยงตรงภายนอก

จึงมีข้อจำกัดในการประยุกต์ใช้

๑๗.๒.๓ หลักทั่วไปของการทดลองคือทำ

ให้ตัวแปรอื่นๆคงที่ให้ได้ ยกเว้นตัวแปร

ต้องการให้เกิดผล

                   ๑๗.๓ ขั้นตอน

                             ๑๗.๓.๑ ทบทวนวรรณกรรม

                             ๑๗.๓.๒ ระบุและจำกัดความปัญหา

                             ๑๗.๓.๓ ตั้งสมมุติฐาน

                             ๑๗.๓.๔ วางแผนการทดลอง

·       ระบุตัวแปรที่ไม่อยู่ในการทดลอง พร้อมบอกวิธีการควบคุม

·       เลือกแบบแผนการทดลอง

·       เลือกกลุ่มตัวอย่างลงตามแบบแผน

·       พัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูลที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้

·       ระบุขั้นตอนการเก็บข้อมูล

·       กำหนดสมมุติฐานทางสถิติ

๑๗.๓.๕ ดำเนินการทดลอง

๑๗.๓.๖ ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจว่าในความถูกต้องงก่อนการวิเคราะห์

๑๗.๓.๗ วิเคราะห์ด้วยสถิติที่เหมาะสม

๑๗.๓.๘ เขียนรายงาน

๑๘. การวิจัยกึ่งทดลอง Quasi-Experimental Research

๑๘.๑ วัตถุประสงค์ เพื่อปรับใช้การวิจัยเชิงทดลองในสถานการณ์จริงให้มากที่สุดเพื่อเพิ่มความเที่ยงตรงภายนอกหรือเป็นการทดลองในสถานการณ์จริง

ตัวอย่าง  การทดลองวิธีสอนต่างๆ  การศึกษาปัญหาเด็กวัยรุ่น ฯลฯ

          ๑๘.๒ ลักษณะการวิจัย

๑๘.๒.๑ เป็นการวิจัยเชิงทดลองที่ทำในสถานการณ์จริง ซึ่งควบคุมตัวแปรได้ในระดับหนึ่ง

                   ๑๘.๒.๒ ไม่สามารถจัดกลุ่มเป้าหมายเป็นการเฉพาะในห้องทดลองได้

-๑๒-

๑๘.๒.๓ มีแนวโน้มเข้าใกล้การวิจัยปฏิบัติการ

          ๑๘.๓ ขั้นตอน (เช่นเดียวกับการวิจัยเชิงทดลอง)

๑๙. การวิจัยปฏิบัติการ การวิจัยเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะ Action Rearch

          ๑๙.๑ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะหรือวิธีการ

ใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาในห้องเรียน หรือ ในงานด้าน

ต่างๆ

ตัวอย่าง การฝึกอบรมครูให้สอนได้ดีขึ้น  การ

ฝึกอบรมทักษะกระบวนการเพื่อลดปัญหาการติด

สารเสพติด

๑๙.๒ ลักษณะการวิจัย

            ๑๙.๒.๑ เป็นการปฏิบัติการเพื่อการแก้ปัญหา

ที่ตรงไปตรงมา

๑๙.๒.๒ เป็นการจัดเตรียมการเพื่อการ

แก้ปัญหา เพื่อให้เกิดพัฒนาการใหม่ๆ

๑๙.๒.๓ มีการยืดหยุ่นหรือปรับระหว่าง

ดำเนินการได้ เพื่อผลในการแก้ปัญหา แม้

จะต้องลดระดับการควบคุมลงบ้าง

๑๙.๒.๔ ต้องทราบว่า การวิจัยนี้จะหย่อนเรื่อง

ความเที่ยงตรงทั้งภายนอกและภายในลง  เน้น

การแก้ปัญหาเฉพาะเท่านั้น

          ๑๙.๓ ขั้นตอน

                   ๑๙.๓.๑ ระบุปัญหา หรือ ตั้งเป้าหมาย ว่าต้อง

การปรับปรุงอะไร

                   ๑๙.๓.๒ ทบทวนวรรณกรรม

                   ๑๙.๓.๓ ตั้งสมมุติฐาน

                   ๑๙.๓.๔ กำหนดกระบวนการและเงื่อนไขว่าจะ

ทำอะไร ให้บรรลุอะไร

                  

 

-๑๓-

๑๙.๓.๕ กำหนดเกณฑ์การประเมินผล เทคนิค

การวัดผล และอื่นๆ เพื่อให้ได้ผล

ย้อนกลับที่เป็นประโยชน์

                   ๑๙.๓.๖ วิเคราะห์ข้อมูล และประเมินผล

                   ๑๙.๓.๗ เขียนรายงาน

 

๒๐.เรื่องของความเที่ยงตรงภายใน(internal validity) ในการวิจัย

๒๐.๑ ความหมาย ความสามารถที่ตัวแปรอิสสระ 

        ส่งผลต่อตัวแปรตามได้อย่างแท้จริง โดยไม่มี

        ตัวแปรแทรกซ้อนหรือตัวแปรเกินมาส่งผล

๒๐.๒ ตัวชี้วัดระดับความเที่ยงตรงภายใน ชี้วัด

  ด้วยความสามารถในการควบคุมตัวแปร

  แทรกซ้อน ได้แก่

§       การเรียนรู้ นอกจากx เพื่อไปy

§       วุฒิภาวะเพิ่ม

§       เรียนจากการทดสอบก่อน

§       การวัดขาดความเที่ยงตรงฯ

§       เลือกกลุ่มเป้าหมายไม่เป็นธรรม

§       เลือกกลุ่มสุดโต่งเป็นสมาชิก

§       ความไม่ครบถ้วนกลุ่มเป้าหมายตลอดการทดลอง

§       หลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน

๒๑. เรื่องของความเที่ยงตรงภายนอก(external validity)ในการวิจัย

๒๑.๑ ความหมาย ความเป็นตัวแทน หรือ  representiveness หรือความสามารถ

        ประยุกต์หรือใช้ในกรณีทั่วไปที่ไม่ใช่ที่ทดลอง

๒๑.๒ ตัวชี้วัด

o         เพิ่มความเป็นตัวแทนของกลุ่มฯ

o         ลดการใช้การทดสอบก่อน

o         ลดความซับซ้อนของกระบวนการทดลอง

o         ลดปริมาณx

-๑๔-

๒๒.การวัดและการประเมินผล

          ๒๒.๑ การวัด measurement การกำหนด

ตัวเลขให้กับสิ่งที่ต้องการวัด

          ๒๒.๒ การประเมิน evaluation การระบุคุณค่า

            ของสิ่งต้องการระบุ

         

๒๒.๓ มาตรวัด scale of measurement

§       แบบนามบัญญัติ nominal scale ตัวเลขแทนกลุ่ม หมู่ สถิติที่ทำได้คือ ความถี่ การแจงนับ

§       แบบจัดลำดับ ordinal scale ตัวเลขบอกลำดับที่ สถิติที่ใช้เช่นพิสัย มัธยฐาน %ile

§       แบบช่วงชั้น interval scale สถิติที่ใช้ เช่น มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

§       แบบอัตราส่วน ratio scale ใช้ค่าสถิติ และคณิตศาสตร์ได้ทั้งหมด

๒๓.วิธีการและเครื่องมือประเมิน

o      การสังเกตโดยตรง

o      การศึกษาเอกสาร

o      การสัมภาษณ์

o      การส่งแบบสอบถาม

o      การทำสังคมมิติ

o      การทดสอบ

 

๒๓.๑ การสังเกตโดยตรง

๒๓.๑.๑ ความหมาย การใช้ความสามารถของบุคคลที่ผ่านการฝึกมาเพื่อใช้ประสาทสัมผัสเก็บข้อมูลตามสภาพจริง

          ๒๓.๑.๒ ประเภท

·       สังเกตปกติ

·       การใช้ชีวิตร่วม

 

 

 

-๑๕-

๒๓.๑.๓ เครื่องมือ

o      บุคคล ความจำ

o      สมุดบันทึก

o      แบบตรวจรายการ

o      แบบเรียนลำดับ

o      แบบแจงนับ

o      แบบมาตราส่วนประมาณค่า

๒๓.๒ การศึกษาเอกสาร

o      แหล่งทุติยภูมิ

o      มีความเที่ยงตรงภายนอก และภายใน

๒๓.๓ การสัมภาษณ์

๒๓.๓.๑ ความหมายการใช้ความสามารถส่วนบุคคลที่ผ่านการฝึกฝนเพื่อใช้คำถามเพื่อหาคำตอบจากบุคคลเกี่ยวกับเรื่องบุคคลนั้น หรือ เรื่องอื่นๆ

          ๒๓.๓.๒ ประเภท

§       แบบธรรมชาติ

§       แบบกึ่งวางกรอบ

§       แบบวางกรอบชัดเจน

๒๓.๓.๓ คำถาม

o      ปลายเปิด

o      ปลายปิด

๒๓.๓.๔ เครื่องมือ

o      บุคคล

o      สมุดบันทึก

o      เครื่องบันทึกภาพ เสียง

o      แบบบันทึกโดยเฉพาะในแบบวางกรอบขหรือกึ่งวางกรอบ

 

๒๓.๔ การส่งแบบสอบถาม เขียนตอบแทนการสัมภาษณ์

 

 

 

-๑๖-

๒๓.๕ การทำสังคมมิติ เพื่อทราบสถานภาพและความสัมพันธ์ของบุคคล

§       Sociometric matrix

§       Sociogram

§       Sociograph

§       Sociometric Indices

ทั้ง ๕ วิธี เน้น TYPICAL PERFORMANCE

๒๓.๖ การทดสอบ

          ๒๓.๖.๑ MAXIMUM PERFORMANCE

                   a) PAPER-PENCIL

§       Subjective

§       Opjective

b) PERFORMANCE

ต้องการสถานการณ์ทดสอบ

         

๒๓.๖.๒ TYPICAL PERFORMANCE

§       แบบวัดความสนใจ

§       แบบวัดเจตคติ

§       แบบวัดจิตลักษณะ

๒๔.คุณภาพของเครื่องมือวัด

o      ความยาก(ของแบบทดสอบรายข้อ)

o      อำนาจจำแนก(รายข้อ)

o      ประสิทธิภาพของตัวเลือก(แบบทดสอบรายข้อ)

o      ความเที่ยงตรง(รายข้อ รายชุด)

o      ความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ(รายข้อ รายชุด)